ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ต่างกันอย่างไร ใช้เมื่อไหร่
เอกสารธุรกิจทั้งสามมีความหมายและจังหวะการใช้งานต่างกัน บทความนี้อธิบายชัดเจนว่าแต่ละใบออกเมื่อไร ข้อมูลอะไรต้องมี และผลทางกฎหมายที่ต่างกัน
ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ต่างกันอย่างไร
สามเอกสารนี้คือหัวใจของวงจรการชำระเงินธุรกิจไทย แต่ฟรีแลนซ์และ SME มือใหม่หลายคนยังสับสนว่าควรออกอะไร เมื่อไหร่ ทำให้เกิดปัญหาตั้งแต่ลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงินไปจนถึงการจัดการภาษีที่ผิดพลาด
ใบเสนอราคา (Quotation)
ใบเสนอราคาออก ก่อนเริ่มงาน เพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าจะคิดราคาเท่าไร มีขอบเขตงานอะไรบ้าง สาระสำคัญที่ต้องมี
- รายการงาน/สินค้าและราคาต่อหน่วย
- ยอดรวม (รวม/ไม่รวม VAT)
- เงื่อนไขการชำระเงิน
- วันหมดอายุใบเสนอราคา (เช่น 30 วัน)
ใบเสนอราคาไม่มีผลทางบัญชี แต่เมื่อลูกค้า "อนุมัติ" ถือเป็นการยอมรับเงื่อนไข และสามารถเปลี่ยนเป็นใบแจ้งหนี้ได้
ใบแจ้งหนี้ (Invoice)
ออก หลังส่งมอบงานหรือสินค้า เพื่อเรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้มีผลทางบัญชี ถือเป็นการรับรู้รายได้ในงบการเงิน สิ่งที่ต้องระบุ
- เลขที่ใบแจ้งหนี้ (running number)
- ชื่อ-ที่อยู่ผู้ออกและผู้รับ
- รายการ ราคา จำนวน ยอดรวม
- VAT 7% (ถ้าจด VAT) และ WHT 3% (ถ้าเกี่ยวข้อง)
- กำหนดชำระ (Due Date)
ใบเสร็จรับเงิน (Receipt)
ออก หลังรับเงินจริงแล้ว เป็นหลักฐานยืนยันว่าได้รับชำระครบถ้วน ในกรณีที่ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปพร้อมกับรับเงิน ใบกำกับภาษีและใบเสร็จสามารถรวมเป็นเอกสารเดียวได้
วงจรเอกสาร B2B ในไทย
- ใบเสนอราคา → ลูกค้าอนุมัติ → ใบวางบิล → ใบแจ้งหนี้ → รับเงิน → ใบเสร็จ
- ฟรีแลนซ์ที่รับงานเดี่ยว: ใบเสนอราคา → ส่งงาน → ใบแจ้งหนี้ → รับเงิน → ใบเสร็จ
สรุปง่าย ๆ
- ก่อนงาน: ใบเสนอราคา
- หลังงาน เรียกเก็บเงิน: ใบแจ้งหนี้
- หลังรับเงิน: ใบเสร็จรับเงิน
Flowly ครอบคลุมทุกเอกสารในวงจรนี้ ตั้งแต่ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ไปจนถึงใบเสร็จ พร้อม workflow เชื่อมต่อกันอัตโนมัติ ลองใช้ฟรีที่ flowly-hub.com